น้ำยาทำความสะอาดคราบน้ำมัน วิธีการ กำจัดคราบมันหรือรอยน้ำมันบนผ้า เสื้อตัวใหม่ของคุณต้องเปรอะเปื้อนคราบน้ำมันหลังจากที่เปลี่ยนน้ำมันเครื่องรถยนต์คราวก่อนหรือเปล่า? ใช่คุณหรือไม่ที่ลืมตลับลิปบาล์มไว้ในกระเป๋ากางเกงตอนนำเสื้อผ้าลงซัก? แล้วไหนจะเป็นตอนที่เหม่อลอยระหว่างทอดอาหารทะเลคราวก่อนนั่นอีก ไม่ว่าคุณกำลังพยายามขจัดคราบมันแบบไหน เคล็ดลับต่างๆเหล่านี้จะสามารถช่วยคุณได้อย่างแน่นอน

แป้งเด็ก

1. ใช้กระดาษชำระซับคราบมันออกจากเสื้อผ้าให้ได้มากที่สุดเสียก่อน. พยายามเอาคราบมันออกไปจากเสื้อผ้าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนจะเลื่อนไปยังขั้นตอนถัดไป

2. โรยแป้งเด็กให้ทั่วบริเวณที่มีคราบเปื้อน หรือเลือกใช้แป้งฝุ่นโรยตัวทั่วไปก็ได้. แต่ถ้าหากไม่มีจริงๆ ลองใช้ของใกล้ตัวอื่นๆที่มีคุณสมบัติซึมซับความมันได้ดีเช่นเดียวกัน
แป้งข้าวโพด
เกลือ

3. ใช้ช้อนหรือกระดาษชำระค่อยๆ ปัดแป้งออกจนหมด. โดยต้องระวังไม่ให้ฝุ่นแป้งเลอะบริเวณอื่นๆ ของเสื้อผ้าด้วย

4. ผสมผลิตภัณฑ์ล้างจานและน้ำเข้าด้วยกัน แล้วแตะขึ้นมาที่ปลายนิ้วเล็กน้อย. ก่อนจะนำมาถูในบริเวณที่เปื้อนคราบมันจนเริ่มเกิดฟอง จากนั้นใช้แปรงสีฟันเก่าๆ มาถูต่อ โดยให้ถูวนเป็นวงกลมจนทั่วเพื่อขจัดความมันให้สิ้นคราบ ต้องไม่ลืมที่จะทำความสะอาดเนื้อผ้าทั้งจากด้านนอกและด้านใน (ทำความสะอาดทั้งด้านนอกและด้านในเสื้อเป็นต้น)

5. เสื้อผ้าเหล่านี้ควรซักแยกกับผ้าอื่นๆ. โดยสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ซักผ้าได้ตามปกติ ทั้งนี้ควรปฏิบัติตามคำแนะนำจากป้ายการดูแลรักษาเสื้อผ้าอย่างเคร่งครัด

เมื่อทำการซักเรียบร้อยแล้ว นำไปผึ่งลมให้แห้ง เสื้อผ้าเหล่านี้ไม่ควรนำไปอบแห้งด้วยอุณหภูมิที่สูงเพราะอาจทำให้คราบมันที่หลงเหลืออยู่ฝังแน่นจนเอาไม่สามารถขจัดออกได้อีก

น้ำยาล้างจานหรือแชมพูหรือสบู่ก้อน

1. เกลี่ยผลิตภัณฑ์ล้างจานให้ทั่วบริเวณที่เปื้อนคราบมัน. ในขั้นตอนนี้ผลิตภัณฑ์ล้างจานที่มีคุณสมบัติในการขจัดคราบมันอาจสามารถช่วยได้ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็นเสียทีเดียว คุณสามารถใช้แชมพูแทนก็ได้ มันถูกออกแบบมาเพื่อขจัดไขมันบนผิวหนัง ฉะนั้นก็ควรใช้งานได้ อีกทางเลือกคือใช้สบู่ก้อน จะสบู่ล้างมือหรือสบู่ถูตัวก็ได้ (ให้แน่ใจว่ามันไม่เติมสารปรุงแต่งเพิ่มเติมใดๆ ที่อาจทำให้ขจัดคราบไม่ได้) หรือในกรณีคราบหนา ให้มองหาสบู่ที่เขียนไว้ว่า สบู่สำหรับซักรีด ให้นำสบู่มาจุ่มน้ำ (หรือแอมโมเนียถ้าจะขจัดคราบหนา) แล้วถูกับรอยจนเกิดเป็นฟอง คุณยังสามารถขูดสบู่เป็นฝอยแล้วนำฝอยสบู่เหล่านั้นทาลงบนรอยเปื้อนหลังจากแช่น้ำให้เปียกแล้วหากใช้ผลิตภัณฑ์ล้างจานที่มีสี ต้องไม่ลืมที่จะนำไปผสมน้ำเพื่อเจือจางเสียก่อน เพราะหากใช้กับเนื้อผ้าโดยตรง ผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจกัดทำลายสีของเสื้อผ้าได้ สำหรับคราบมันที่หลุดออกยาก แปรงสีฟันเก่าๆ สามารถช่วยคุณได้ เพราะมันสามารถต่อสู้กับคราบมันฝังลึกได้ดีกว่าการใช้มือถูเป็นไหนๆ

2. ถูฟองจากสบู่หรือน้ำยาล้างจานและแชมพูลงบนคราบมัน. คุณจะเห็นมันค่อยๆ ซึมดูดซับ ผลิตภัณฑ์ล้างจานและสบู่ซักรีดมีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถดูดซับคราบมันได้ เช่นเดียวกับแชมพู

3. ล้างผลิตภัณฑ์ล้างจานออกโดยใช้น้ำสะอาดหรือน้ำส้มสายชูก็ได้. น้ำส้มสายชูเป็นสารทำความสะอาดธรรมชาติที่สามารถนำมาใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ หากต้องการ คุณสามารถผสมน้ำสะอาดและน้ำส้มสายชูเข้าด้วยกันอย่างละครึ่ง แล้วนำผ้าลงแช่

4. เสื้อผ้าเหล่านี้ควรทำการแยกซัก. โดยยังสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ซักผ้าได้ตามปกติ ทั้งนี้ควรปฏิบัติตามคำแนะนำจากป้ายการดูแลรักษาเสื้อผ้าอย่างเคร่งครัด
เมื่อทำการซักเรียบร้อยแล้ว นำไปผึ่งลมให้แห้ง เสื้อผ้าเหล่านี้ไม่ควรนำไปอบแห้งด้วยอุณหภูมิที่สูงเพราะอาจทำให้คราบมันที่หลงเหลืออยู่ฝังแน่นยิ่งขึ้นจนไม่สามารถขจัดออกได้อีก

5. สามารถปฏิบัติตามขั้นตอนเหล่านี้ได้ซ้ำๆ เพื่อขจัดคราบมันที่ฝังแน่นอยู่บนเนื้อผ้า

ผลิตภัณฑ์ขจัดคราบและน้ำร้อน

1. ใช้ผลิตภัณฑ์ขจัดคราบอย่างยี่ห้อเชาท์เพื่อต่อสู้กับความมันหรือคราบน้ำมัน. วิธีกำจัดคราบนั้นง่ายนิดเดียว เพียงฉีดพ่นผลิตภัณฑ์ขจัดคราบให้ทั่วบริเวณที่เปื้อนแล้วใช้แปรงสีฟันขัดออก

2. ระหว่างนี้ ต้มน้ำหม้อใหญ่ๆ ให้เดือด และก่อนที่จะข้ามไปยังขั้นตอนต่อไป. อย่าลืมให้เวลาผลิตภัณฑ์ขจัดคราบได้ทำงานของมันอย่างเต็มประสิทธิภาพเสียก่อน

3. ดับไฟแล้วยกหม้อน้ำร้อนลงจากเตา. จากนั้นจึงเริ่มเทน้ำลงสู่บริเวณที่มีคราบเปื้อน โดยจะต้องไม่ลืมข้อควรปฏิบัติที่สำคัญดังนี้:
ควรนำเสื้อผ้าที่เปื้อนคราบมันใส่ในอ่างอาบน้ำ อ่างล้างหน้า หรือบริเวณอื่นๆ ที่ปลอดภัย เพราะนอกจากการเทน้ำลงบนพื้นจะทำให้เลอะเทอะแล้ว น้ำที่ร้อนจัดอาจลวกเอาเท้าของคุณได้
พยายามเทน้ำร้อนให้สูงห่างจากคราบเปื้อนหรือคราบมันให้มากที่สุด ที่ต้องปฏิบัติตามนี้ เพราะเหตุผลดีๆ 2 ข้อ
น้ำที่ร้อนมากๆ จะช่วยให้คราบมันที่ฝังอยู่บนเนื้อผ้าแตกตัวได้ง่ายขึ้น
การเทของเหลวจากที่สูงทำให้เกิดแรงปะทะ ซึ่งเมื่อเทน้ำร้อนจากที่สูงๆ แรงปะทะของน้ำเมื่อตกลงสู่บริเวณที่เปื้อนคราบมันก็จะมีมากขึ้นเช่นเดียวกัน
ระวัง! เพราะอาจมีหยดหรือละอองน้ำร้อนๆกระเด็นมาโดนตัวคุณหากไม่ทันระวังตัวให้ดี

4. ปฏิบัติตามขั้นตอนเหล่านี้กับรอยเปื้อนทั้งหมด. โดยต้องไม่ลืมกลับด้านเพื่อทำความสะอาดเนื้อผ้าทั้ง 2ฝั่งด้วย ขั้นตอนเหล่านี้สามารถทำได้ซ้ำๆ หลายครั้ง เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

5. เสื้อผ้าเหล่านี้ควรซักแยกจากผ้าอื่นๆ. โดยยังสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ซักผ้าปกติได้ ทั้งนี้ควรปฏิบัติตามคำแนะนำจากป้ายการดูแลรักษาเสื้อผ้าอย่างเคร่งครัด
เมื่อทำการซักผ้าเรียบร้อยแล้ว นำไปผึ่งลมให้แห้ง เสื้อผ้าเหล่านี้ไม่ควรนำไปอบแห้งด้วยอุณหภูมิที่สูงเพราะอาจทำให้คราบมันที่หลงเหลืออยู่ฝังแน่นยิ่งขึ้นจนไม่สามารถขจัดออกได้